ผ่านมาก็เตรียมรถเข้าโค้งขวา u-turn กว้างประมาณว่าเราขับรถบนถนน แล้วจะกลับรถ แล้วรถสวนว่างพอดี เราก็จะเลี้ยวได้อย่างคล่องตัวและปลอดภัย


U-turn แล้ว ก็เข้า slalom อีก (ลดความเร็วของรถ) เพราะ ต้องย้อนไปโค้งซ้าย ย้อนเข้าหลังภูเขามันอีกที
พอสุดหลังเขา ก็เข้าโค้งซ้ายกว้างย้อนทางกลับมา ออกมาก็เจอกับ slalom อันเดิมอีก เพื่อให้รถกลับมาที่จุด finish ที่เคยเป็น จุด start ไม่เร็วเกินไป
จะเห็นได้ว่า ไลน์ทั้งหมด ผมวางอย่างรอบคอบที่สุด ทุกๆจุดล้วนมีเหตุผลในการวาง pylon ทั้งนั้น ผมได้ขับเอง 3-4 รอบก่อน เพื่อจะได้นำมาอธิบายให้เพื่อนๆผู้เข้าร่วมรับทราบก่อนที่จะได้ขับจริง


การ อธิบาย และ แนะวิธีการขับนั้น ผมในฐานะของผู้จัดกิจกรรมนี้ ได้ บอกให้ผู้ที่เข้าร่วม ได้รับทราบโดยละเอียด นับตั้งแต่ ความลื่นของพื้นผิว การจับพวงมาลัย การลงเบรก การใช้เกียร์ การกระตุกพวงมาลัย การ balance คันเร่งกับพวงมาลัย รวมถึงเบรก และการถ่ายน้ำหนักของรถเพื่อแก้อาการ under-steer (หน้าดื้อโค้งไม่ยอมเลี้ยวตาม) เพื่อให้เป็น อาการกลางๆ(รถไม่ทั้ง under และ over) ถึง over-steer (เลี้ยวแล้วท้ายโยนออกจากโค้ง)
หลังจากนั้นได้พาผู้เข้าร่วม เดินดู ไลน์ อย่างละเอียด อยู่ในเกียร์ไหน เบรกตรงไหน โยกพวงมาลัยอย่างไร เติมคันเร่งตรงไหน เลี้ยงรอบ เครื่อง balance พวงมาลัย-คันเร่ง แล้วเร่งส่งตรงไหน แล้วเปลี่ยนเกียร์อีกทีเมื่อไหร่ ฯลฯ เท่านั้นยังไม่พอผมยังได้พานั่ง รถผม แล้วขับให้ดู เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ตกหล่นตรงไหนเลย

รถทุกคันที่ลงวิ่งในวันนั้น ผมพิจารณาแล้ว เห็นว่ารถสามารถวิ่งมาจากกทม.ถึงปากช่องได้ ย่อมสามารถวิ่งในลานมันได้ครับ เพราะ ไม่ใช่การแข่งขัน เป็นเพียงทดสอบขับแบบเพื่อให้รู้รถเท่านั้นเอง ดังนั้น ผมจึงยอมให้ผ่านได้
เหล่านี้ คือสิ่งที่ผมทำ เพื่อให้เพื่อนๆที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ทราบ ถึงสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียดยิบ เพื่อความปลอดภัย
และทุกท่านก็ขับได้ดี แม้ว่าอาจจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามอาการของรถที่เหวี่ยงออกตามแรงเหวี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเร่งส่งเพื่อออกจากโค้งนั่นเอง
ดู clip ประกอบครับ ท่านใดสงสัยอะไรโพสถามได้นะครับ
ck