CLIP VIDEO นี้อธิบายถึง อาการของรถ ขณะเข้าโค้ง 3 อาการ ; GRIP (ที่ผมเรียกว่า balance), Oversteer และ understeer
อธิบายคร่าวๆได้ว่า
1. Grip คือ อาการของรถขณะเข้าโค้ง ในแบบที่ ไม่มีอาการลื่นทั้งในล้อหน้า และ ในล้อหลัง
2. Oversteer คือ อาการของรถที่ เมื่อรถเราเข้าไปอยู่ในโค้งแล้ว ท้ายปัดออกจากโค้ง
3. Understeer คือ อาการที่เมื่อรถเราเข้าไปอยู่ในโค้งแล้ว ล้อหน้าไม่ยอมเลี้ยวตามโค้ง หรือหน้าดื้อโค้งครับ
ตอนต้น เค้าอธิบายถึง Grip Level (ระดับของรถที่จะอยู่ใน Grip ก่อนที่จะหลุด) แสดงให้เห็นถึงความเร็วสูงสุดของรถ 3 คัน ก่อนที่จะหลุดจากอาการ Grip โดยใช้ ค่าของแรง G (G Force) มาคำนวณด้วย ค่าที่ได้เค้าวัดจากโค้ง วงเวียนนี้ และมีรัศมีนี้เท่านั้น
ซึ่งค่าจะเปลี่ยนไปตามลักษณะของโค้ง + ความเร็ว + เร่งเพิ่ม และ เหยียบเบรค
1 Moris Minor ความเร็วสูงสุดคือ 29 ไมล์/ชม. แรง G = 0.51
2 Rover ความเร็วสูงสุดคือ 35 ไมล์/ชม. แรง G = 0.77
3 Porche ความเร็วสูงสุดคือ 40 ไมล์/ชม. แรง G = 0.97
จากตัวอย่างของรถ 3 คัน แสดงถึงว่า รถที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถขับในโค้งได้เร็วขึ้น มีแรง G มากขึ้น
**อย่าถามผมนะครับว่าแรง G คืออะไร ไม่สามารถ**

ที่นาที่ที่ 2.40 เค้าบอกว่ารถ Moris Minor เพิ่มความเร็วทันที ขณะที่รถกำลังแล่นในพื้นเปียก-ลื่น ทำให้ท้ายปัดออกนั่นคือกิน limit ของรถหรือ Grip Level ครับ
ระดับของ “Grip ก่อนที่จะหลุด” หรือ Grip Level ของรถยุคใหม่จะอยู่ที่ความเร็วของรถที่สูงขึ้น สังเกตที่ นาทีที่ 3.40 ตอนที่เค้าสาธิตด้วย BMW E34 M5 เมื่อเค้าขับบนถนนแห้ง ด้วยความเร็ว ที่ไม่เกิน limit ของรถ จะเห็นว่า อาการของรถออกมาในแบบ Grip (หรือ balance) ความรู้สึกของผมนะครับ ผมว่า เราสามารถเข้าโค้งแคบๆได้เร็วขึ้น แม้ใน bmw e12-e28 ของเรา ที่มีช่วงล่างสมบูรณ์ ก็สามารถทำได้ แต่ เราต้องมีทักษะที่จะควบคุมรถให้อยู่ในการควบคุมได้ดีพอ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า handling จะได้ยิน Tiff เค้าพูดคำนี้บ่อยๆครับ เค้าออกเสียงว่า แฮ๊น-ดลิ่ง) ซึ่งต้องฝึกฝนครับ
แต่ที่นาทีที่ 3.48 Tiff เค้าจงใจให้รถออกอาการ Oversteer เค้าแสดงให้ดูว่าแก้อาการอย่างไร
โดยธรรมชาติแล้ว Oversteer จะเกิดกับรถขับล้อหลัง ส่วน Understeer จะเกิดกับรถขับล้อหน้า แต่ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้กับรถที่ขับเคลื่อนอีกแบบนึงครับ
เชิญชมกันนะครับ
ck