สมัยก่อนเคยอ่านนิตยสารกรังปรีซ์เล่มคู่มือรถประจำปี 2504-6 เล่มเล็กขนาดพ็อกเก็ตบุ๊คส์ ยุคนั้นมีข้อมูลรถเก๋งซีดานไปจนรถสปอร์ตหรูๆ Jaguar E-type , Merc 280 SL, Lotus Elan, Ford Marcos Mantula, Alfa GTV spider และอีกมากมายที่รูปร่างรถทั้งสวยและเซ็กซี่ด้วยเส้นสายอ่อนช้อย แต่...ความที่รถสปอร์ตแต่ละคันในยุคนั้นจ่ายน้ำมันด้วยคาร์บให้กับเครื่อง V6 แถมปริมาตรความจุก็เกิน 2000 CC ขึ้นไปจรดเพดาน 3000 CC ปัญหาที่เจ้าของรถสปอร์ตหรูเจอกันบ่อยคือ เครื่องเดินเบาไม่เรียบ เขม่าปลายท่อสีดำหนา ทั้งๆที่มีการซ่อมบำรุงตามระยะและขับกันแบบทะนุถนอม
ลองมาดูคำตอบของช่างเทคนิคในยุคนั้นวิเคราะห์ เครื่องยนต์สมรรถนะสูงในยุคนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานเต็มสมรรถนะ แต่เมืองไทยมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากยุโรป ไม่ว่าภาวะอากาศที่ร้อนชื้น สภาพการจราจรที่ติดขัด น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่ามาตรฐาน ผลก็คือ เขม่ามาเยือนครับ แล้วทำไงดีล่ะ
ปรมาจารย์ด้านเครื่องยนต์จะตอบเป็นเสียงเดียวกันครับ คุณขับรถออกนอกเมือง กินลมชมวิว ใช้ความเร็วรอบที่สูงขึ้น ความเร็วเดินทางที่สูงขึ้น ปรากฎว่าได้ผลครับ พอวิ่งกลับมาเครื่องยนต์เดินเรียบ ปลายท่อเป็นสีน้ำตาลนวลแห้ง มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในเวลาเดียวกันครับ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์คือ อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงขึ้นแต่มีความสม่ำเสมอ อัตราส่วน AF ratio ได้ใกล้เคียงตามที่ออกแบบในอุดมคติ เครื่องยนต์สามารถ produce HP and torque ได้ตามที่ออกแบบไว้
ใครจะเชื่อครับวิธีการเดียวกันสามารถเอามาใช้กับรถรุ่นใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยี Diesel EFI และมันก็เกิดขึ้นแล้วกับรถของแฟนผม Trooper SE 3.0 DDi commonrail direct injection ที่เป็น commonrail ใน gereration 2 ที่ถือว่ามาตรฐานไอเสียระดับ Euro II ที่ปลายท่อมีเขม่าดำหนาจับเขลอะ เวลากดคันเร่งเร็วๆมีเขม่าออกมาเป็นลูก เห็นแล้วรับไม่ได้ครับ เพราะปกติ Trooper รุ่นที่ขายในอเมริกาต้องผ่านมาตรฐานไอเสียของอเมริกาเข้มงวดมากแบบสบายๆ แต่ทำไมเอามาใช้งานในเมืองไทยถึงมีเขม่ามากมาย เครื่องยนต์ยังอยู่ในสภาพดีมาก ใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐานดีอย่าง V-power ในที่สุดตัดสินใจเอารถไปเช็คที่ อู่มาตรฐานสูงที่เชี่ยวชาญระบบหัวฉีดดีเซลที่กาญจนบุรี และก้ได้รับคำตอบแบบเส้นผมบังภูเขาจริงกลับมาครับ