A large front door windows (without wind trappers) wrapped with aluminum frames and side pop - up turn signals.
front

ด้านหน้าเน้นความงามสง่าของฝากระโปรงรถที่นูนเด่นโคมไฟหน้าขนาดใหญ่สองดวงวางตำแหน่งใกล้กับกระจังหน้า ที่ BMW ได้เริ่มนำไตแฝดขนาดใหญ่มาใช้เป็นสัญลักษณ์ นับจาก โมเดล 303

An charming ivory steering wheel lines in front of  dashboard showing substantial driving information to driver. BMW is serious about showing driving condition to driver.
A steering collum gear shift is one of classic design also the genuine seats and decoration while an air conditioner is an extra equipment in tropical zone. 
A curvy hump rear bonnet and aluminum decoration make car looks more elegance , specially the large rear opera window glasses is one of the finest design. The suspensions and drive shafts are well ahead designed from BMW engineering team and is hard for rival to keep up with.
An elegance hump engine bonnet with round big headlamps and twin kidneys grille where by the model 303 was the very first model with symbolic of the kidneys.  
Bird’s eyes view of a charm front  large grille on top with famous Badge of white & blue propeller while a straight line links between windshield and front grille.
ภาพมุมสูงอีกมุมหนึ่งจากด้านบนที่เห็นตราสัญญลักษณ์ (Badge) ใบพัดฟ้าขาววางในกรอบวงกลมที่มีเส้นตรงลากยาวจากขอบกระจกหน้าลงไปจรดปลายฝากระโปรง
ประตูข้างและกระจกข้างขนาดใหญ่ที่ไม่มีหูช้างดักลม เดินกรอบอย่างโดดเด่นด้วยขอบ อลูมินั่ม รวมทั้งมือจับประตูที่น่าทึ่งคือระบบไฟเลี้ยว ใช้สวิทช์โยกตรง บริเวณเสา ขอบประตูทั้งสองด้าน
พวงมาลัยขาวงาช้างสองก้าน พร้อมจอหน้าปัดที่มีข้อมูลและระบบเตือนผู้ขับขี่หลายๆด้านที่ จำเป็น ซึ่ง BMW เป็นผุ้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเพื่อการขับขี่ อย่างมีสุนทรียภาพ

คันเกียร์แบบก้านโยกบริเวณคอพวงมาลัย เบาะนั่งหนังแท้สีเบจพร้อมทั้งมือจับ ไม้วอลนัทสำหรับผู้นั่งข้าง แผงคอล์ยเย็นระบบปรับอากาศมีการตัดแปลงติดตั้ง ภายหลังสำหรับเมืองร้อน

ด้านท้ายรถบริเวณฝากระโปรงโค้งนูนรับกับฝากระโปรงหน้านูน ไฟท้ายฝังอยุ่ในกรอบอลูมินั่ม รวมทั้ง ขอบกระทะล้อ ที่สำคัญคือกระจกด้านหลังแบบโอเปร่ามีขนาดใหญ่และงดงามมาก ที่น่าทึ่งคือการออกแบบระบบช่วงล่างและระบบกันสะเทือนแบบอิสระทั้งด้านหน้าและหลัง ที่หาได้ยากในรถระดับเดียวกัน กล่าวได้เต็มภาคภูมิว่า ทีมวิศวกรชั้นเยี่ยมของ BMW เป็นผู้นำด้านการออกแบบในยานยนต์ในช่วงเวลานั้น

     BMW E12 THAILAND CLUB

 
 
 
 

ตำนานยนตรกรรมอันเกริกไกรแห่งใบพัดฟ้าขาว

                    ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการตามลำดับจวบจนถึงปัจจุบันกาล เฉกเช่นบีเอ็มดับเบิลยู (Bayerische Motoren Werke : BMW)  ที่ผนวกความเป็นเลิศในการผลิตเครื่องยนต์อากาศยานรบ (Karl Rapp of Bayerische Flugzeugwerke Werke : BFW) ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการสงครามและการพาณิชย์ ก่อนจะเริ่มต้นสายการผลิตยานยนต์ในที่สุด หนึ่งในนั้นมีรุ่นโมเดล 501 ที่ได้สมญานามว่า Baroque Angle ที่ออกแบบอย่างงามสง่ามีเส้นสายอ่อนช้อยกลมกลืน แต่แน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยทั้งการออกแบบเครื่องยนต์  6 สูบ 2.0 L 65 hp. และ V8 สูบ 2.6 L 100 hp  และ 3.2 L 160 hp ในเวอร์ชั่น 502 BMW ได้เน้นการตกแต่งภายนอกให้หรูหราขึ้น ด้วยชิ้นโครเมี่ยม และ 503 รุ่นสองประตู ตามลำดับ วิศรกร(Leonhard Ischinger : designer) ใช้โลหะอลูมินั่มทั้งเสื้อสูบและฝาสูบซึ่งถือได้ว่าเป็นการออกแบบที่ล้ำหน้าที่สุดในขณะนั้น พร้อมทั้งได้มีการนำระบบดิสค์เบรกมาใช้กับรถยนต์เป็นครั้งแรกในเยอรมัน ต่อมาได้เพิ่มระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรง สร้างสถิติ เป็นรถยนต์ซาลูนที่ทำความเร็วสูงที่สุด 190 กม. ชม. โดยมีเสียงแหวกลมคล้ายเสียงนกหวีดอันเป็นสัญลักษณ์ให้รถที่ช้ากว่าได้ยินบนถนนออโตบาห์น (No speed limit highway)
                     501 สีน้ำเงินเข้มคันที่เห็นนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก พิพิธภัณฑ์ยานยนต์บริเวณนครชัยศรีของคุณเจษฎา ผู้ซึ่งชื่นชมการอนุรักษ์ยานยนต์รุ่นเก่าโดยสะสมเป็นจำนวนมากจนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อนุญาติให้ผู้สนใจในยานยนต์และอากาศยานได้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าผ่านประตู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 


 

 

Special Thanks to : พิพิธภัณฑ์รถโบราณ "เจษฎาเทคนิค มิวเซียม" อ.นครชัยศรี จังหวัด  นครปฐม
 โดยมีคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ เป็นเจ้าของ /Photos from The Jessada Technik Museum Nakornpratom
Reference : - The Complete Book of BMW
                  - www.BMW World.com

ขอขอบคุณ คุณโอภาส กรุณาเขียนบทความนี้ให้ครับ  / Thanks to K. Opass who wrote this usefull article  /ck